วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก

  • สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า...รัก เป็นภาพยนตร์ไทย ออกฉายวันที่12 สิงหาคม พ.ศ. 2553 จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล / เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์
    22 กิโลไบต์ (1,631 คำ) - 17:25, 3 ธันวาคม 2559
  • ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554 ผู้ชนะ Inception ผู้เข้าชิงอื่นๆ The Hurt Locker The Social Network Toy Story 3 Up in the Air ผู้ชนะ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า
    24 กิโลไบต์ (1,482 คำ) - 15:41, 24 ธันวาคม 2555
  • ธนกฤต พานิชวิทย์ (หมวดหมู่ บทความที่ต้องการอ้างอิงเพิ่ม)
    โตโยต้า วีออส) เพลง "สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก" (ภาพยนตร์สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก) เพลง "Green Heart" (โฆษณา ปูนอินทรี) เพลง เหตุผล(ที่คนไม่เข้าใจ) (ละคร
    41 กิโลไบต์ (3,021 คำ) - 12:50, 28 ธันวาคม 2559
  • ญาณิกา ทองประยูร (หมวดหมู่ บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2539)
    ทองประยูร หรือ โฟน เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 5 เดือน มกราคม พ.ศ. 2539 เข้าวงการโดยเล่นภาพยนตร์เรื่อง สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก (พ.ศ. 2553) รับบท เฟย์
    11 กิโลไบต์ (452 คำ) - 02:13, 28 กุมภาพันธ์ 2560
  • หลวงพี่เท่ง 3 (หมวดหมู่ ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2553)
    ในสัปดาห์ถัดมา รายได้กลับน้อยกว่าเรื่อง กวน มึน โฮ และ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รักถึงกระนั้นก็ยังมีแฟนหนังที่ต้องการให้ เท่ง เถิดเทิง ซึ่งติดภาระแสดงภาพยนตร์เรื่อง
    12 กิโลไบต์ (769 คำ) - 16:07, 20 กุมภาพันธ์ 2560
  • พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์(หมวดหมู่ บทความที่ต้องการอ้างอิงเพิ่ม)
    ครั้งที่ 8 สาขานักแสดงหญิงในบทนำจากภาพยนตร์ไทยแห่งปี จาก สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก 2553 นักแสดงดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม TOP Award 2010 จากภาพยนตร์เรื่อง สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก
    34 กิโลไบต์ (1,936 คำ) - 20:06, 20 กุมภาพันธ์ 2560
  • เรือนซ่อนรัก) ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ (ละคร: เพลิงสีรุ้ง, มงกุฏดอกส้ม) ผู้ประกาศรางวัล: อารักษ์ อมรศุภศิริ ชั่วฟ้าดินสลาย กวน มึน โฮ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก
    12 กิโลไบต์ (794 คำ) - 23:01, 9 กรกฎาคม 2558
  • ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) 3 รางวัล เจ้านกกระจอก 3 รางวัล มือปืนดาวพระเสาร์ 1 รางวัล สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก1 รางวัล 9 วัด 1 รางวัล ใครในห้อง 1 รางวัล ชั่วฟ้าดินสลาย 4 รางวัล
    10 กิโลไบต์ (705 คำ) - 13:02, 8 กุมภาพันธ์ 2557
  • นางนาก (หมวดหมู่ หน้าที่ใช้อาร์กิวเมนต์ซ้ำในการเรียกแม่แบบ)
    รัก และเมื่อมากกลับมา ผู้คนพยายามบอกมากเกี่ยวกับเรื่องนากที่ตายไปแล้ว มากไม่เชื่อ นากเองก็อาละวาดหักคอผู้คนที่พยามยามบอกเรื่องนี้แก่มาก
    8 กิโลไบต์ (493 คำ) - 15:10, 17 มิถุนายน 2558
  • กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (หมวดหมู่ หน้าที่ใช้อาร์กิวเมนต์ซ้ำในการเรียกแม่แบบ)
    ผลงานการกำกับของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่ประสบความสำเร็จและได้รับคำชมมาแล้วกับ บุญชู ที่มีด้วยกันหลายภาค และอีกหลายเรื่อง เช่น หอบรักมาห่มป่า หรือ โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ
    7 กิโลไบต์ (405 คำ) - 04:23, 21 กันยายน 2558
  • ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด (หมวดหมู่ หน้าที่ใช้อาร์กิวเมนต์ซ้ำในการเรียกแม่แบบ)
    ที่ใช้ชีวิตแบบตามน้ำไปวันๆ ทำงานตามหน้าที่และคำสั่ง โดยไม่มีปากเสียงใดๆ แม้จะพบเจอสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาพบว่า
    5 กิโลไบต์ (261 คำ) - 00:05, 25 มิถุนายน 2557
  • ตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน (หมวดหมู่ บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2522)
    เจ้าหญิงขายกบ แสดงคู่กับ หลุยส์ สก๊อต/อารักษ์ อมรศุภศิริ (2553) สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก รับบท ครูอิน (2553) กะปิ ลิงจ๋อไม่หลอกจ้าว (2553) สุดเขตสเลดเป็ด
    16 กิโลไบต์ (1,047 คำ) - 12:05, 28 มกราคม 2560
  • พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร (หมวดหมู่ บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2506)
    (พ.ศ. 2553) - Yes or No อยากรัก ก็รักเลย รับบทเป็น พ่อของคิม (พ.ศ. 2553) (กำกับภาพยนตร์และแสดง) - สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก รับบทเป็น พ่อของโชน (พ.ศ. 2558)
    15 กิโลไบต์ (1,037 คำ) - 17:14, 13 กุมภาพันธ์ 2560
  • พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์(หมวดหมู่ บทความที่ต้องการอ้างอิงเพิ่ม)
    สงวนศักดิ์ภักดี นักร้องที่เธอคบหาทำธุรกิจร้านอาหารประเภทชาบู ชื่อ ชาบูคิง นมตรามะลิ index living mall เพลง อย่าบอกว่าเธอรัก ศิลปิน เจสัน ยัง (2539)
    11 กิโลไบต์ (190 คำ) - 11:25, 17 กุมภาพันธ์ 2560
  • มาริโอ้ เมาเร่อ (หมวดหมู่ รักแห่งสยาม)
    มาริโอ้-ใบเฟิร์น' ประกบคู่หนังกุ๊กกิ๊ก 'สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า...รัก thairath.co.th อภินันท์ บุญเรืองพะเนา, สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก กับประเด็น 'แรด-ไม่แรด'/อภินันท์
    116 กิโลไบต์ (7,491 คำ) - 14:54, 28 กุมภาพันธ์ 2560
  • รายชื่อภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2553 (หมวดหมู่ ภาพยนตร์ไทยแบ่งตามปีที่ออกฉาย)
    พรหมศิริ, จินตหรา สุขพัฒน์, เกียรติ กิจเจริญ, สมจิตร จงจอหอ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก (12 สิงหาคม) ผู้กำกับ: พุฒิพงษ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, วศิน ปกป้อง
    27 กิโลไบต์ (2,137 คำ) - 09:00, 6 พฤศจิกายน 2559
  • ตั้งวง (หมวดหมู่ หน้าที่ใช้อาร์กิวเมนต์ซ้ำในการเรียกแม่แบบ)
    เนื้อเรื่องกล่าวถึงเด็กวัยรุ่น 4 คนที่ประสบปัญหาชีวิต จึงมาบนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจำเป็นต้องมาฝึกฝนรำไทยกับนางรำ เพื่อรำแก้บนตามที่ได้บนบานไว้ ตั้งวง
    6 กิโลไบต์ (264 คำ) - 14:20, 24 กันยายน 2557
  • มหา'ลัย เหมืองแร่ (หมวดหมู่ หน้าที่ใช้อาร์กิวเมนต์ซ้ำในการเรียกแม่แบบ)
    แต่ในที่สุดก็ยอมขายลิขสิทธิ์ให้จิระ เป็นผู้กำกับ เมื่อจิระบอกว่า ผมไม่เคยคิดว่าหนังแอ็กชั่น จะหมายถึงคนชกกันแค่นั้น ฝนตก 7 วัน 7 คืน ก็สามารถเป็นหนังแอ็กชั่นได้
    12 กิโลไบต์ (704 คำ) - 01:22, 8 ธันวาคม 2559
  • 2499 อันธพาลครองเมือง(หมวดหมู่ หน้าที่ใช้อาร์กิวเมนต์ซ้ำในการเรียกแม่แบบ)
    (สุริยัน ศักดิ์ไธสง-เสียงบรรยายโดย รุจน์ รณภพ) ก่อนปี พ.ศ. 2500 สมัยที่กรุงเทพ ฯ ยังถูกเรียกว่าพระนคร อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลมายังกลุ่มวัยรุ่นเมืองไทย
    13 กิโลไบต์ (836 คำ) - 09:32, 31 ธันวาคม 2559
  • ท้าฟ้าลิขิต (หมวดหมู่ หน้าที่ใช้อาร์กิวเมนต์ซ้ำในการเรียกแม่แบบ)
    แฟนสาวของเขากำลังจะไปทำบุญ แต่ระหว่างทางที่ไป ว่านเกิดถูกรถชน อาการสาหัสปางตาย หลวงพ่อ (สุภักดิ์ ปิติธรรม) บอกว่าเป็นกรรมเก่าของว่าน เจี๊ยบพยายามจะช่วยว่าน
    5 กิโลไบต์ (291 คำ) - 20:13, 1 มกราคม 2560
  • https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&search=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87+%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%86+%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81+%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81&fulltext=1&profile=default&searchToken=427rhniqsvmow1uq5wuthvavq

สิ่งเล็กๆที่น่าร็อก App love.

สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก (App Love)

Page issues
สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก
App Love
กำกับพุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
นำแสดงณัฐวัฒน์ ชัยณรงค์โสภณ
เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
อานนท์ สายแสงจันทร์
เมทนี บุรณศิริ
ฉาย4 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ประเทศไทย ไทย
ภาษาไทย
ข้อมูลจากสยามโซน
สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก (App Love) ภาพยนตร์รักโรแมนติก กำกับโดยพุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร และสุทธิพงษ์ วัฒนจัง (ชมพู ฟรุตตี้) ที่ได้แนวคิดมาจากภาพยนตร์ชื่อดังในอดีตอย่าง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2557 นำแสดงโดย ณัฐวัฒน์ ชัยณรงค์โสภณ, เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา, ธวัช พรรัตนประเสริฐ, เมทนี บุรณศิริ[1]

เรื่องย่อแก้ไข

ติ๊ก ต้องแกล้งแอ๊บเป็นสาวเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าโรงเรียนเตรียมทหารตามที่พ่อวางแผนชีวิตไว้ให้ ติ๊กเลยต้องสมัครเข้าแก๊งนางฟ้ากลุ่มแอ๊บสาวตัวจี๊ดของโรงเรียน ส่วน "แนน" น้องสาวฝาแฝดของ นนนี่ (สมาชิกแก๊งนางฟ้า) ที่เพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศ ติ๊กตกหลุมรักแนน ทันทีที่ได้เจอ ติ๊กพยายามจะตีสนิทกับแนน จนรู้ว่าแนนเกลียดผู้ชาย โกหกเป็นอย่างมาก !! ทำให้ติ๊กไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ส่วนแนนก็เริ่มจะสงสัยในตัวเองว่าแอบชอบติ๊ก ทั้ง ๆ ที่ติ๊กแอ๊บเป็นสาว ทำไงดีล่ะทีนี้
แก๊งนางฟ้าโดนกล่าวหาว่าทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับโรงเรียน ทั้งหมดจึงช่วยกันหาวิธีกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาด้วยการสมัครเข้าร่วมแข่งขันประกวดดนตรี โดยการช่วยเหลือของกะเทยรุ่นพี่อย่าง "ป้าปูเป้" เรื่องราวความป่วนชวนหัวจึงเริ่มต้นขึ้น ติ๊กจะต้องแอ๊บกับรักครั้งนี้ไปอีกนานขนาดไหน ? แล้วแนนจะรู้จักหัวใจตัวเองหรือไม่ แล้วแก๊งนางฟ้าจะทำอย่างไร…เมื่อรู้ว่าเพื่อนในกลุ่มทำเป็นแอ๊บสาวเพื่อแอบเข้าแก๊ง

นักแสดงแก้ไข

นักแสดงนำแก้ไข

รัฐประหาร

รัฐประหาร (ฝรั่งเศส: coup d'état กูเดตา) เป็นการใช้กำลังยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างฉับพลันและไม่ชอบด้วยกฎหมาย[1][2][3] ปกติเกิดจากสถาบันของรัฐที่มีอยู่เดิมขนาดเล็กเพื่อโค่นรัฐบาลซึ่งเป็นที่ยอมรับแล้วเปลี่ยนเป็นองค์การปกครองใหม่ ไม่ว่าเป็นพลเรือนหรือทหาร รัฐประหารพิจารณาว่าสำเร็จแล้วเมื่อผู้ยึดอำนาจสถาปนาภาวะครอบงำ รัฐประหารไม่จำเป็นต้องเกิดความรุนแรงหรือเสียเลือดเนื้อ ศาลฎีกาตีความว่า รัฐประหารมิได้ขัดต่อกฎหมาย เพราะ "กฎหมายคือคำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์"[4]
https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปัญหายาเสพติดของวัยรุ่น

ปัญหายาเสพติดของวัยรุ่น

ยาเสพติดเป็นปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง และอย่างจริงใจ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เหนือสิ่งอื่นใด
ถ้าท่านเป็นวัยรุ่นที่เลือกหัวข้อนี้ ขอบอกทันทีเลยว่า ท่านคือส่วนที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา ไม่มีใครที่ติดยาเสพติดโดยที่ตนเองไม่ยินยอมที่จะเสพ เพราะฉะนั้นคำว่า ไม่เริ่ม...ไม่ต้องเลิก ท่านต้องจำ 5 คำนี้ให้ดี คาถาปัองกันปัญหายาเสพติด ท่านทราบดีอยู่แล้วว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้นท่านต้องหัดปฏิเสธ ท่านต้องเจ้าเล่ห์เพทุบายในการหลบ หลีกเลี่ยงการลองยาเสพติด ที่เพื่อนรักของท่านนำมาให้หรือชักจูงท่านด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ท่านสามารถที่จะบอกว่าท่านมีอาการแพ้สิ่งนั้นอย่างรุนแรง ท่านมีปอดและระบบทางเดินหายใจไม่ดี เสพที่ใด ไอจามทุกที นอนไม่หลับ สารพัดเหตุผลที่ท่านสามารถนำขึ้นมาพูดกับเพื่อนที่แสนที่จะไม่หวังดีต่อท่าน ถ้าท่านตั้งมั่นในดวงใจอยู่เสมอว่า ชั่วชีวิตนี้ท่านจะไม่ยอมติดยาเสพติดเป็นอันขาด
          ในโลกนี้มีสิ่งที่งดงามสนุกสนานอีกมากมาย ที่ท่านสามารถกระทำได้ โดยไม่ก่อให้เกิดการบั่นทอนสุขภาพร่างกาย และจิตใจของท่าน ท่านทราบดีอยู่แล้วถึงพิษภัยของของยาเสพติด เอ๊ะแล้วทำไมเพื่อนรักของท่านมาชวนท่านเสพยาเสพติด เพื่อนหวังดีกับท่านจริงหรือ  เพื่อนมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในใจหรือเปล่า  เพื่อนเป็นตัวอย่างที่ดีที่ท่านควรทำตามหรือไม่ เพื่อนอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่ท่านควรคิดช่วยเขา แทนที่เพื่อนจะมาชวนท่านเสพ แล้วฉุดท่านเข้าไปอยู่ในวงจรอุบาทว์นั้นด้วย มันถูกต้องหรือนี่  การเล่นกีฬา
เล่นดนตรี ร้องรำทำเพลง เที่ยวเตร่เพื่อความสนุกสนาน วาดรูป เล่นเกมส์ต่างๆ ท่องเที่ยวไปในโลกของอินเตอร์เนตในคอมพิวเตอร์ และกิจกรรมอีกมากมายที่จะนำความสุขมาสู่ตัวท่าน ท่านต้องรักตัวท่าน ท่านต้องไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองของท่านเสียใจ โปรดเชื่อเถิดว่า เสพยาเสพติดไม่นานเกิน 1 ปีหรอก ร่างกายของท่านจะตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ การบำบัดรักษาให้เลิกยาเสพติดเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถ้าท่านอยู่ในภาวะที่เศร้าโศกเสียใจและยังแก้ปัญหาในขณะนี้ไม่ได้ ยาเสพติดไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาของท่านอย่างแน่นอน ขอให้คิดให้ดีและขอให้ท่านโชคดีแก้ปัญหาให้ได้

https://sites.google.com/site/payhayasephtidnichumchn/payha-ya-seph-tid-khxng-way-run

ปัญหาสิ่งเเวดล้อม

ปัญหาสิ่งแวดล้อม


เร็ม ตาย 100% อาการหลังจากถูกรังสีเป็นปริมาณ 100 เร็ม-250 เร็ม มีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนเป็นอยู่ 2 สัปดาห์ ถ้ามากกว่า 700 เร็ม ผมร่วง เจ็บคอ ตกโลหิตที่อวัยวะภายใน ตกโลหิตที่ผิวหนัง ทางเดินอาหาร มีอาการเปลี่ยนแปลงทางโลหิต
1. อันตรายของรังสีต่อเซลล์ในร่างกาย มีคือ
   ก. มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) โดยมากมักจะเป็นกับเด็กที่รับการรักษาทางด้านรังสี พวกแพทย์ พยาบาลที่ปฏิบัติงานด้านรังสี
   ข. มะเร็งที่กระดูก โดยเฉพาะเรเดี่ยม มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับธาตุแคลเซียม จะเกาะ กระดูกแล้วแผ่รังสีออกมาทำให้เป็นมะเร็งที่กระดูก
   ค. มะเร็งที่ปอด หายใจเอากัมมันตรังสีเป็นก๊าซปะปนเข้าไป ทำให้เกิดเป็นมะเร็งที่ปอดได้
   ง. มะเร็งที่ต่อมทัยรอยด์
   จ. ผลเสียจากรังสีทำให้คนอายุสั้น เช่น แพทย์รังสีมีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าแพทย์ทั่ว ๆ ไป
   ฉ. ผลเสียต่อเซลล์สืบพันธุ์ ทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กออกมาพิการ อ่อนแอ ไม่ แข็งแรง เป็นต้น
2. หน่วยวัดปริมาณของรังสี หน่วยวัดรังสีเป็น เรินต์เกน (Roentgen) สำหรับรังสีในร่าง กายมีหน่วยเป็น เร็ม (Rem) ย่อมาจากภาษาอังกฤษคือ "Roentgen equivalent man" องค์การระหว่างประเทศกำหนดว่าปริมาณของรังสี โดยเอาอายุคนงานที่ทำงานเกี่ยวกับรังสี คือ มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์มาเป็นเกณฑ์คำนวน คือ ปริมาณรังสีสะสมที่ได้รับสูงสุดแต่ละบุคคลที่ทำงานแล้วไม่เกิดอันตราย-5 (N-18) เร็ม
N- อายุของบุคคลนั้นโดยถ้าอายุ 18 ปี จะต้องได้รับปริมาณรังสี 5 เร็ม เป็นค่ามากที่สุดที่จะไม่เกิดอันตราย
ภาวะเรือนกระจก
มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงระบบการไหลเข้าออกของพลัง งานความร้อนจากดวงอาทิตย์ในชั้นบรรยากาศ จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไม่มีการควบคุมขึ้น สู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลของโลก การเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลก ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของชั้นบรรยากาศ และความผันแปรของภูมิอากาศตามธรรมชาติ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ก่อมลพิษทางอากาศ ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนซึ่งปกป้องผิวโลก และก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนอันเนื่องมาจากอุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกสูงขึ้น
 
โลกของเรามีก๊าซต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่โดยรอบ ทำหน้าที่คล้ายเรือนกระจก หรือกรีนเฮาส์เป็นเกราะกำบังกรองความร้อนที่จะผ่านลงมายังพื้นผิวโลก และเก็บกักความร้อนบางส่วนเอาไว้ ทำให้โลกมีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับการดำรงชีวิต
แต่ในปัจจุบัน มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกอย่างร้ายแรง โดยการก่อและใช้สารเคมีบางชนิดในกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถทำลายเกราะป้องกันของโลก และก๊าซบางชนิดยังก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก GREENHOUSE EFFECT โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนหนาแน่นขึ้น ทำให้เก็บกักความร้อนได้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิอากาศของโลกสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศต่าง ๆ และมหาสมุทรจะขยายตัวจนเกิดน้ำท่วมได้ในอนาคต
ก๊าซเรือนกระจก มาจากไหน ?
 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซชนิดที่ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศของโลกมากที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ เป็นตัวการสำคัญที่สุดของปรากฎการณ์เรือนกระจกที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า การตัดไม้ทำลายป่า
 ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกิดจากของเสียจากสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย การทำนาที่ลุ่มน้ำท่วมขัง การเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหินก๊าซธรรมชาติ และการทำเหมืองถ่านหิน
 ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และจากการใช้ปุ๋ยไนเตรดในไร่นา การขยายพื้นที่เพาะปลูก การเผาไหม้ เผาหญ้า มูลสัตว์ที่ย่อยสลาย และเชื้อเพลิงถ่านหินจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมี หรืออุตสาหกรรมพลาสติกบางชนิด
 คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbon- CFsC) เป็นก๊าซที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ในการผลิตทางอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในเครื่องทำความเย็นชนิดต่าง ๆ เป็นก๊าซขับดันในกระป๋องสเปรย์ และเป็นสารผสมทำให้เกิดฟองในการผลิตโฟม เป็นต้น ซีเอฟซี มีผลกระทบรุนแรงต่อบรรยากาศ ทั้งในด้านทำให้โลกร้อนขึ้น ทำให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก และทำลายบรรยากาศโลกจนเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน


สภาวะสิ่งแวดล้อมของโลก : กัมมันตภาพรังสี
เรื่องของผมค่อนข้างน่าสะพึงกลัว และค่อนข้างจะน่ารังเกียจอย่างหนึ่งเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรังสีซึ่งท่านกลัวกันอยู่ ผมขอจำกัดขอบเขตการพูดในเรื่องนี้ ประเทศเรานั้นมีกฎระเบียบในการป้องกันปรมาณูอย่างไร ความจริงแล้วเรื่องพลังงานปรมาณูได้บูมขึ้นประมาณ พ.ศ. 2488 ซึ่งมีการใช้ระเบิดปรมาณูครั้งแรกที่ฮิโรชิมา นางาซากิ หลังจากนั้นประมาณ 8 ปี คือ พ.ศ. 2496 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาคือ ประธานาธิบดี ไฮเซ่นฮาว คิดว่า เราอย่ามาสร้างสรรระเบิดปรมาณูในการทำลาย เราควรช่วยกันทำในทางสันติดีกว่า จึงสร้างโครงการ Atom For Peace ขึ้น ซึ่งไทยก็เข้าร่วมโครงการนั้นในปี พ.ศ. 2497 ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำ 2 คำก่อน ซึ่งยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมากคือ สารรังสีหรือสารกัมมันตภาพรังสี และกัมมันตภาพรังสีหรือรังสี
วิทยากรได้เปรียบเทียบให้เห็นดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงแดดออกมาตลอดเวลาเหมือนสารรังสีหรือสารกัมมันตภาพรังสี ซึ่งแผ่รังสีออกมาตลอดเวลาเช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงรังสีแล้วก็ต้องมีสารรังสีเปล่งออกมา ดังนั้นที่ท่านกลัวเรื่องเซ็อร์โนบิลนั้น ก็คือท่านกลัวเรื่องสารรังสีที่แผ่ออกมา ฉะนั้นทั้งสองประเด็นนี้ท่านต้องแยกออกจากกันให้เด่นชัด คำว่า "สารรังสี" นั้น ท่านอย่านึกว่าท่านอยู่ในที่นี้แล้วท่านจะไม่พบ สารรังสีมี 2 ประเภท ประเภทหนึ่งเกิดในธรรมชาติ ซึ่งในตัวท่านเองก็มี อีกประเภทหนึ่งคือมนุษย์ทำขึ้น เรียกว่า Man-Made
การเปรียบเทียบสารรังสีกับหลอดไฟ แสงสว่างจากหลอดไฟสามารถมองเห็น รู้สึกได้ แต่สัมผัสไม่ได้ ขณะที่สารรังสีไม่สามารถมองเห็น รู้สึกไม่ได้ และสัมผัสไม่ได้ ถ้าใช้แผ่นกระดาษบาง ๆ แสงสว่างยังส่องผ่านได้ แต่กรณีสารรังสีนั้น รังสีแอลฟา จะผ่านไม่ได้ แต่รังสีเบต้า และแกมม่า ผ่านได้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอันหนึ่งในการกำจัดสารรังสีประเภทหนึ่งได้ ถ้าใช้กระดาษแข็งแสงสว่างอาจจะลอดได้นิดหน่อยหรืออาจจะทึบไปเลย แต่กรณีรังสีแล้ว รังสีเบต้าจะถูกดูดไว้ แต่รังสีแกมม่าสามารถทะลุได้จากการทราบเช่นนี้ ทำให้เราสามารถป้องกันรังสีประเภทใดประเภทหนึ่งได้
ประเทศไทยมีหน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ในปี พ.ศ. 2504 ทางสภาก็ได้ผ่านพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งออกมา ซึ่งทำให้เกิดสององค์กรคือ คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ และสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยคณะกรรมการปรมาณูเป็นผู้สร้างนโยบายให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเป็นผู้ปฏิบัติ เมื่อพิจารณาโครงสร้างของสำนักงานพลังงานปรมาณูแล้ว กองสุขภาพกองขจัดกากกัมมันตภาพรังสี กองการวัดกัมมันตภาพรังสี ทั้ง 3 กองนี้มีหน้าที่ควบคุม และป้องกันอันตรายจากรังสีทั้งภายในและภายนอก สำหรับโครงการเตรียมการโรงไฟฟ้าปรมาณู ที่คิดว่าจะสร้างนานแล้วประมาณ 14-15 ปีนั้นก็ยังไม่ได้สร้าง จึงได้ปรับโครงการนี้เป็นศูนย์กำกับความปลอดภัยโรงงานนิวเคลียร์ขึ้น ซึ่งหมายความว่าในสำนักนี้มีทั้งสองรูปแบบคือ หน่วยปฏิบัติ และหน่วยควบคุมในตัวเองด้วย
สภาวะสิ่งแวดล้อมของโลก : สารพิษ
ความจริงเรื่องกรีนเฮ้าส์ เอฟเฟค (Greenhouse Effect) กับการทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศค่อนข้างเกี่ยวข้องใกล้เคียงกัน เพราะว่าการใช้สารประเภทฮาโลคาร์บอน (Halocarbon) ที่เป็นพวกคาร์บอนและมีอะตอมของฮาโลเจน (Halogen) อยู่ด้วย เช่น ฟลูออรีน (F) (C1) โบรมีน (Br) จะทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ ซึ่ง คุณนิตยา (ผู้อำนวยกองอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) ได้อธิบายถึง mechanism ของการทำลายแล้ว
ในเมื่อปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลเสียหายกับโลกที่ประชากรทั้งโลกจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ใจจริง ผมไม่อยากพูดว่า คนทั้งโลกจะต้องรับผิดชอบเพราะประเทศไทยเราไม่ได้เป็นผู้ผลิต และผู้ขาย เรามีแต่อิมปอร์ต (Import) เข้ามาร้อยเปอร์เซ็นต์ เราเป็นผู้ใช้อย่างเดียว แต่ประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายเป็นผู้ขาย เป็นผู้มีรายได้ ประมาณร้อยละแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์จากการค้าสาร CFCs ทั่วโลก ดังนั้นน่าจะเป็นหน้าที่ของประเทศเหล่านี้ที่จะต้องรับผิดชอบ แล้วผู้เป็นคนก่อให้เกิดปัญหาแก่ชาวโลก มาเรียกร้องให้เราให้ความร่วมมือกับเขาในการแก้ปัญหา ทั้ง ๆ ที่เขากอบโกยไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเป็นประเด็นที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายน่าจะรับผิดชอบเต็มที่ เขาเองก็บอกเขารับผิดชอบ แต่เวลาเราจะขอความช่วยเหลือด้านการเงินเขาควักยากมาก เรื่องการทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศนี้ เขามีความร่วมมือในระดับนานาชาติตามพิธีสารเรียกว่า มอนทรีออล โปรโตคอล (Montreal Protocal) และประเทศไทยเราได้ลงนามเป็นสมาชิกของพิธีสารนั้นแล้วเมื่อ 15 กันยายน 2531 ทุกครั้งที่มีการประชุมประเทศเราก็จะส่งตัวแทนไปร่วมด้วย ผลการประชุมปรากฏว่าเขาจะควบคุมการใช้สารฮาโลคาร์บอน ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายกรุ๊ป เช่น ซีเอฟซี เฮลอน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ เมธิลคลอโรฟอร์ม และอื่น ๆ
HCFC (Hydrochlorofluorocarbon) และ HFC (Hydrofluorocarbon) เป็นสารที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศทั้งนั้น แต่ potential ในการทำลายต่างกับ CFCs มาก สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าชาวโลกใช้สารซีเอฟซีฟุ่มเฟือยมากและสารซีเอฟซีนี้ คุณนิตยา ได้อธิบายแล้วว่า เป็นก๊าซเฉื่อย ซึ่งสามารถอยู่ในชั้นบรรยากาศทั้งระดับล่างและระดับบนเป็นเวลานาน นอกจากทำลายโอโซนแล้วยังเป็นกรีนเฮ้าส์กาซ (Greenhouse Gases) ด้วย หลังปี ค.ศ. 2000 จะไม่มีการใช้ CFCs ประเทศที่ผลิตก็จะเลิกผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สาร CFCs ก็จะเปลี่ยนไปใช้สารชนิดอื่น สารที่เขาจะใช้ทดแทนได้แก่ สารประเภทที่อยู่ในกรุ๊ปใกล้เคียงกัน ซึ่งผมได้เอ่ยแล้วได้แก่สาร HCFC และสาร HFC หลักการก็คือตัว CFCs มี่คลอรีนหลายตัว ในเมื่อคลอรีนสร้างปัญหาเขาก็พยายามลดอะตอมของคลอรีนลงบ้าง โดยผลิตสารใหม่ที่เอาอะตอมของไฮโดรเจนเข้าไปแทนที่คลอรีนก็กลายเป็น HCFC และส่วน HFC เป็นสารที่มีฟลูออรีนอย่างเดียวไม่มีคลอรีน ก็ลดตัวทำลายโอโซนลงไปได้ potential ในการทำลายโอโซนในบรรยากาศก็ลดน้อยลง ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าหนึ่ง อย่างไรก็ตามในอนาคตหลังจากปี 2000 ไปแล้วอีก 60 ปี สารทดแทนนี้จะถูกควบคุมและเลิกใช้เลิกผลิตเหมือนกัน สารทดแทนสองชนิดนี้ ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผลิตได้แล้ว แต่ไม่รู้จะผลักดันออกสู่ตลาดได้อย่างไร ในเมื่อ CFCs ราคาถูกกว่า คุณภาพก็ดีกว่า และค่อนข้างจะมีพิษต่อสุขภาพน้อยมาก ปลอดภัยจากการใช้ แต่ทำลายโอโซนในบรรยากาศและเป็นกรีนเฮ้าส์กาซเท่านั้นเอง นโยบายการผลักดันสารตัวใหม่ออกสู่ตลาด ก็ถือโอกาสยกเรื่องโอโซนในชั้นบรรยากาศถูกทำลายเป็นสาเหตุ เพื่อจะผลักสารทดแทนเหล่านี้ออกสู่ตลาดโลก ให้คนที่ใช้ CFCs เลิกใช้หันมาใช้สารทดแทนชนิดใหม่ซึ่งมีราคาแพงกว่า คุณภาพก็แย่กว่าด้วย รู้สึกว่าจะมีเชิงเศรษฐกิจ (Environmental Economics) ในระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประเทศไทยในฐานะประเทศซึ่งนำเข้าอย่างเดียวก็ต้องระวังในเรื่องนี้ด้วย ต้องหูตากว้างอย่าไปเชื่อมากนัก
สำหรับมาตรการที่จะป้องกันในเรื่องนี้ ในระดับระหว่างประเทศ เราให้ความร่วมมืออยู่แล้วและกรมโรงงานอุตสาหกรรมในฐานะรับผิดชอบมอนทรีออล โปรโตคอล โดยตรงได้ทำบางสิ่งบางอย่างเช่นสาร CFC-113 ที่ใช้เป็น cleaning reagent สำหรับล้างพวกโลหะและแผงวงจรไฟฟ้าเพราะสารนี้เป็น solvent ที่ละลาย oil, grease และ wax ได้ดีมาก ใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคส์ อุตสาหกรรมโลหะ และอื่น ๆ ในต่างประเทศเขาเริ่มจำกัดการใช้เพื่อลด consumption ของเขา เขาพยายาม drain สารเหล่านี้มาเพิ่ม consumption ให้กับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา เพราะประเทศของเราใช้น้อย เขารู้สถิติจากเจนีวาว่าปริมาณการใช้ของเรายังต่ำมาก เขาจะ add ให้เรา โดยย้ายโรงงานที่ใช้สารเหล่านี้มาอยู่ประเทศเรา ในระยะหลังรู้สึกผิดสังเกตว่า โรงงานที่ใช้สารพวกฮาโลคาร์บอน พยายามจะเข้ามาลงทุนในไทย จริง ๆ แล้ว CFC-113 ยังไม่มีสารอะไรที่จะทดแทนได้ดี แต่ว่าหลาย ๆ รายได้หันไปใช้ methyl chloroform แทน ซึ่ง methyl chloroform นี้ค่อนข้างจะ less toxic แต่ว่าเป็นสารประเภทควบคุมโดย มอนทรีออล โปรโตคอลเหมือนกัน เมื่อก่อนประเทศไทยเราไม่ได้สนใจในเรื่องนี้เลยเพราะทุกครั้งที่เขาตั้งโรงงาน เราพิจารณาสารที่ใช้เป็นพิษเป็นภัยกับคนงานมากน้อยแค่ไหน เป็นพิษอันตรายต่อคนมากน้อย แต่สมัยนี้เราไม่ได้พิจารณาเพียงเท่านั้น เราก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง คือ เราจะต้องพิจารณาถึงการปกป้องบรรยากาศโลกด้วย เพราะว่าเราไปเข้าเป็นสมาชิกของมอนทรีออล โปรโตคอล เสียแล้ว เราก็ต้องให้ความร่วมมือกับเขาตามสมควร โดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่ผมได้ทำ เวลาเขาขออนุญาตตั้งโรงงานประเภทใช้สาร CFCs เข้ามา หรือสารพวกฮาโลคาร์บอนเข้ามา ถ้าเขาจะส่งมาให้ผมพิจารณา ผมเห็นว่าเราน่าจะลด emission ของมัน โลหะที่เขาเอาไปล้าง CFCs แล้ว ก็จะสะอาด ในขณะผึ่งให้แห้ง CFCs จะระเหยออกไปหมดเพราะว่าเป็นสารระเหยง่ายจะออกสู่บรรยากาศหมด โรงงานที่ตั้งระยะหลัง ผมใคร่เสนอว่าจะต้องจับสารระเหยทุกตัวกลับเข้าเครื่องกลั่น ซึ่งใช้ความเย็นแล้วเอากลับมา ใช้ประโยชน์ใหม่เพื่อลด emission สู่บรรยากาศ
สำหรับ CFCs ที่เป็นกรีนเฮาส์แกสนั้น เมื่อเทียบกับคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว CFCs จะมี contribution ต่อ global warming ประมาณ 0.8 องศาเซลเซียล ในขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์จะมี contribution ถึง 1.5 องศาเซลเซียล ใน model ที่ทางสหประชาชาติทำไว้ อุณหภูมิโลกเราจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3 องศาเซลเซียล คาร์บอนไดออกไซด์มี contribution ครึ่งหนึ่งแล้วแกสตัวอื่น ๆ เช่น โอโซน ไนตรัสออกไซด์ที่เกิดจากธรรมชาติ มีเทนซึ่งเกิดจากการย่อยสลายประเภท anaerobic digestion เหล่านี้เราค่อนข้างจะควบคุมยาก แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ง่ายที่สุดคือ สาร CFCs ที่ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งมนุษย์ผลิตขึ้นมา เมื่อมนุษย์สร้างขึ้นมามนุษย์จึงคิดว่ามนุษย์ควรจะควบคุมสารนี้ได้ง่ายกว่าสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติดังกล่าวแล้ว ดังนั้นจึงตกลงกันว่าจะควบคุมสาร CFCs ซึ่งจริง ๆ แล้วประเด็นที่สำคัญเราจะต้องดูที่คาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะว่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น คาร์บอนไดออกไซด์จะมีประสิทธิภาพในการดูดความร้อนได้ดี ปรากฏว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศที่เราหายใจ มีความสัมพันธ์กับปริมาณเชื้อเพลิงประเภทสาร อินทรีย์ ที่เรานำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียม และมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น วิธีแก้ปัญหาจะต้องแก้ที่ต้นเหตุในเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เราจะต้องพยายามลดคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ วิธีลดก็คือจะต้องพยายามสนับสนุนเอาอะไรก็ได้ที่จะมาดูดคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ได้ อย่างเช่น การส่งเสริมการปลูกป่า ส่งเสริมการพิทักษ์ป่า เพราะว่าต้นไม้จะมีการสังเคราะห์แสง ใช้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ อย่างหนึ่งที่ใช้ในการสังเคราะห์อาหาร ต้นไม้เขียว ๆ จำนวนมากช่วยกันดูดคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยายกาศก็จะลดลง ปัญหาขณะนี้ก็คือเรากำลังทำลายต้นไม้กันมาก สิ่งที่จะนำคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศไปใช้จึงน้อยลง และอีกประการหนึ่งเมื่อโอโซนถูกทำลาย รังสีอุลตราไวโอเลต-บี ก็เพิ่มขึ้น ก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในน้ำ อย่างเช่น พวกไมโคร แพลงค์ตอน เป็นต้น พวกนี้เป็นพื้นฐานในวงจรอาหาร เมื่อถูกกระทบเสียหายก็จะมีปัญหาในเรื่องการผลิตอาหาร และไมโคร แพลงค์ตอน จะต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์ด้วยในการสังเคราะห์แสงของมัน เมื่อมันถูกทำลายโดย UVB สิ่งที่จะใช้คาร์บอนไดออกไซด์ก็จะลดไปด้วย ในขณะที่ป่าไม้ก็ลด และไมโครแพลงค์ตอนก็ถูกทำลาย คาร์บอนไดออกไซด์จึงเหลือเฟือในบรรยากาศ ดังนั้นก็จะต้องช่วย ๆ กันปลูกต้นไม้ ปลูกป่า ผมสนับสนุนเต็มที่ บ้านใครมีพื้นที่ว่างก็ปลูกกันเลย

https://sites.google.com/site/apiratparnthong2/payha-sing-waedlxm